เกี่ยวกับฉัน

รูปภาพของฉัน
Blog นี้สร้างขึ้นเพื่อรวบรวมข้อมูลเป็นแหล่งความรู้ทางด้าน แอนดรอยด์ออโต้ การดูยูทูป ทีวีออนไลน์ ในรถยนต์ และการดูแลแก้ไข เพิ่มเติม ตกแต่ง รถยนต์

วันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เดสก์ทอปพีซีสายพันธุ์ Android มาแล้ว


ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เรามักจะได้ยินข่าวเกี่ยวกับโน้ตบุ๊ก และแท็บเล็ตราคาถูก แต่สำหรับ VIA บริษัทผู้ผลิตแผงวงจรหลักในคอมพิวเตอร์ (mainboard) ที่ไต้หวันได้เปิดเกมใหม่ในตลาดด้วย APC เมนบอร์ดเดสก์ทอปคอมพิวเตอร์ที่ทำงานด้วยระบบปฎิบัติการ Android 2.3 ที่ได้รับการปรับแต่งให้ทำงานร่วมกับพอร์ตเชื่อมต่อฮาร์ดแวร์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ นอกจากจะได้บอร์ดที่มีขนาดเล็กแล้ว มันยังมีราคาแค่ 49 เหรียญฯ หรือประมาณ 1,500 บาทเท่านั้น
VIA ประกาศเปิดตัว APC เมนบอร์ด Android 2.3 สำหรับการสร้างเดสก์ทอปพีซีที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้อย่างง่ายดาย แถมยังสามารถโหลดแอพฯ ต่างๆ มาติดตั้ง และใช้งานได้อีกด้วย องค์ประกอบของเมนบอร์ด APC ประกอบด้วย โพรเซสเซอร์ 800MHz หน่วยความจำ DDR3 ขนาด 512MB สตอเรจแฟลช 2GB สามารถเชื่อมต่อเมนบอร์ดเข้ากับมอนิเตอร์ หรือทีวีได้ที่ความละเอียดระดับไฮเดฟฯ 720p และพอร์ต USB 2.0 แถมยังใช้พลังงานน้อยกว่าเดสก์ทอปทั่วไปอีกด้วย โดยสูงสุดแค่ 13.5 วัตต์ และต่ำสุด (idle) แค่ 4 วัตต์เท่านั้น
APC ของ VIA ไม่เหมือนกับเน็ตทอปที่มีราคาค่อนข้างสูง เนื่องจากดีไซน์เฉพาะทาง ในขณะที่ APC ได้รับการพัฒนาให้สามารถติดตั้งในเคสพีซีที่รองรับฟอร์มแฟคเตอร์ Neo-ITX ได้ สำหรับการเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของแพลตฟอร์ม Android ที่เป็นเดสก์ทอปพีซีในลักษณะนี้ดูน่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะการปรับแต่งโอเอสให้รองรับการทำงานร่วมกับเมาส์ และคีย์บอร์ดด้วย ข้อด้อยที่ประหลาดใจเล็กน้อยก็คือ ทำไมถึงไม่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 4.0 Ice Cream Sandwich ไปเลย ซึ่งสนับสนุนการโต้ตอบกับเมาส์ได้ดีกว่า อย่างไรก็ตาม VIA จะวางตลาด APC ในเดือนกรกฎาคม โดยจะเริ่มเปิดให้สั่งจองบนเว็บไซต์ในเร็วๆ นี้ (ก่อนหน้านี้ มีแอนดรอยด์แพลตฟอร์มอีกตัวหนึ่งขนาดเล็กจิ๋วเท่าๆ แฟลชไดรฟ์ USB ชื่อว่า Raspberry Pi)
ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์

ทิปการใช้งานอินเตอร์เน็ตบน แอนดรอยด์


ท่องอินเตอร์เน็ตผ่าน Web Browser

Browser Androidการใช้งานโทรศัพท์มือถือบนระบบปฏิบัิติการ แอนดรอยด์ นั้น จุดด้อยที่เห็นได้ชัดคือ ขนาดของหน้าจอที่ค่อนข้างเล็ก ทำให้การมองเห็นเป็นไปค่อนข้างลำบาก แต่อย่างไรก็ตาม ทางผู้พัฒนาเองก็พยายามหาวิธีในการจัดการเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าต้องการจอภาพใหญ่ๆ ก็ไปเลือกใช้ Samsung Galaxy Tab หรือใช้ Notebook แทนจะดีกว่า อย่างไรก็ตาม เรามาดูเทคนิคในการใช้งานBrowser กันสักนิดว่ามีวิธีการใช้งานอย่างไรในสภาพแวดล้อมหน้าจอขนาดเล็ก
Note เพิ่มเติม Web Browser บนโทรศัพท์มือถือ แอนดรอยด์นั้น สามารถเืลือกไ้ด้หลายโปรแกรม เช่น Firefox for Android, Opera Mini, SkyFire, Dolphin ซึ่ง App เหล่านี้เป็นของฟรีด้วยครับ..

ชมวีดีโอ ทิปการใช้ Browser บน Android

ข้อสังเกตจากวีดีโอ แนะนำการใช้ Browser

  • แตะ่แตะ (แตะ 2 ครั้งที่หน้าจอ) เป็นการย่อ-ขยายหน้าต่าง
  • สามารถเลือก Add to Favorite
  • สามารถ copy และ paste ได้
  • สามารถเปิดเว็บ มากกว่าหนึ่งได้ในคราวเดียวกัน (Mulitasking)
  • สามารถเปิดไฟล์ในรูปแบบ PDF ได้

ทิป ลบอีเมลบนโทรศัพท์ ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์


คุณกำลังหาวิธีลบอีเมล์บนแอนดรอยด์หรือเปล่า

Remove Android Emailวันนี้ผมมีโทรศัพท์เครื่องเก่าที่ต้องการลบอีเมล แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่า ไม่ใช่ง่ายเลยทีจะลบอีเมลออกจากโทรศัพท์มือถือ Samsung หลายๆ คนอาจจะงงว่า ทำไมถึงยาก ทั้งๆ ที่ไม่คิดว่าจะมีอะไรมากมาย แต่เชื่อเหอะ คุณอาจจะมีปัญหาเหมือนกับผม สุดท้ายก็ต้องเพิ่ง กูรู อย่าง Google อีกเช่นเคย ดังนั้น ผมอยากจะแบ่งปันวิธีการลบอีเมลให้เพื่อนๆ ที่อาจมีปัญหาเช่นเดียวกับผม ได้กระจ่างกันไปเลย
การลบอีเมลไม่สามารถลบบัญชีของ Gmail ได้ เพราะเป็นบัญชีที่ผูกกับ Google Play

ขั้นตอนการลบอีเมลบนโทรศัพท์ ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์

  1. เลือกเข้ไปที่ Email ของเรา โดยการแตะที่ไอคอน Email
  2. แตะที่ปุ่ม Menu
  3. เลือกไอคอน Account
  4. เลือกบัญชีอีเมลที่ต้องการลบ โดยการ แตะค้าง
  5. เลือก Remove account
  6. แตะปุ่ม OK เพื่อยืนยัน
ทดสอบจากโทรศัพท์ Samsung ที่ใช้แอนดรอยด์เวอร์ชั่น 2.3.4
แค่นี้เราก็สามารถลบบัญชีอีเมลได้แล้วครับ  โล่งอกไปทีกว่าจะลบอีเมลได้  สำหรับจุดสำคัญที่เป็นปัญหาของการลบอีเมลก็คือ การแตะค้า ชื่อบัญชีอีเมล หวังว่าคงทำให้เพื่อนๆ ทีมีปัญหาเช่นเดียวกับผมได้ทราบกันแล้วน่ะครับ..

ปุ่มบนโทรศัพท์มือถือแอนดรอยด์


4 ปุ่มพื้นฐานของโทรศัพท์ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์

Android Phone Buttonsถ้าคุณเป็นอีกผู้หนึ่งที่ใช้โทรศัพท์ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ไหนๆ เช่น Samsung / LG / HTC / ACER เป็นต้น บทความนี้จะมาแนะนำปุ่มที่สำคัญมากๆ ที่ผู้ใช้โทรศัพท์ทุกคนจะต้องทราบและเข้าใจ ไม่อย่างนั้น รับรอง คุณจะไม่สามารถใช้งานได้คล่อง เพราะว่าไม่เข้าใจความหมายและทิปในการใช้งานนั่นเอง
คุณคิดว่าคำสั่งพื้นฐานของการใช้งานแอนดรอยด์ที่ต้องทราบ มีอะไรบ้าง

4 ปุ่มที่เห็นในโทรศัพท์ทุกรุ่นของแอนดรอยด์

สัญลักษณ์และชื่อของปุ่ม

แตะ (Press)

แตะค้าง (Press & hold)

Android Home Button
Home - ปุ่มโฮม กลับมายังหน้าแรกของโทรศัพท์
แสดงไอคอนของแอพฯ ทีเราเพิ่มเปิดใช้งานไป
Android Menu Button
Menu - ปุ่มเมนู เปิดหน้าต่างเมนู ซึ่งขึ้นกับว่าเรากำลังเปิดใช้แอพฯ ตัวไหนอยู่

Android Back Button
Back - ปุ่มแบค ใช้สำหรับการกลับไปยังหน้าที่ผ่านมา (previous screen)

กรณีแป้นพิมพ์บนหน้าจอแสดงขึ้นมา ถ้าแตะปุ่มแบค จะหมายถึงการปิดแป้นพิมพ์

Android Search Button
Search - ปุ่มเสริช หรือค้นหา 
กรณีอยุ่หน้าแรก จะหมายถึงการเปิด Google Search ออกมา
กรณีอย่ที่แอพฯ ตัวใดตัวหนึ่ง จะหมายถึง การค้นหาในแอพฯ นั้นๆ
หมายถึง การค้นหาโดยใช้เสียง

ทิปเพิ่มเติม ปุ่มบนโทรศัพท์แอนดรอยด์

ปุ่มทั้ง 4 ปุ่มนี้ โทรศัพท์มือถือบางรุ่นอาจทำเป็นปุ่มจริงๆ บางรุ่นก็อาจทำเป็นปุ่มระบบสัมผัส แต่อย่างไรก็ตาม สัญลักษณ์ที่ใช้อ้างอิงคำสั่ง จะไม่แตกต่างกัน ทำให้เราสามารถเรียนรู้การใช้งานได้เหมือนๆ กัน ไม่ว่าจะแบรนไหน ค่ายไหน
ขอให้สนุกกับการใช้โทรศัพท์แอนดรอยด์น่ะครับ..

ติดตั้งแอพฯ บนมือถือแอนดรอยด์แบบมืออาชีพ


.apk คือไฟล์อะไร

APK File Type Android Package Appสำหรับผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือแอนดรอยด์ทั่วๆ ไป อาจไม่คุ้นเคยกับไฟล์ที่มีนามสกุล .apk (ตัวอย่างไฟล์ของ Microsoft Word ก็คือ .DOC หรือ DOCX เป็นต้น) เพราะปกติ เวลาเราต้องการติดตั้งแอพฯ เพิ่มเติม เราสามารถ เข้าไป Google Play เพื่อเลือกแอพฯ ที่ต้องการติดตั้งโดยตรง และเลือก download และติดตั้ง แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับมือโปรทั้งหลาย  อาจได้รับแอพฯ ที่ส่งมาจากเพื่อนๆ ซึ่งมีไฟล์นามสกุล .apk (File Type)
.apk ก็คือนามสกุลของไฟล์แอพฯ ของ แอนดรอยด์ นั่นเอง

ขั้นตอนการติดตั้งแอพฯ ด้วยไฟล์ .apk

Unknown Sources Screen Android
  1. เข้าไปที่หัวข้อ Settings
  2. เลือก Applications
  3. เลือกหัวข้อ Unknown sources ให้มีเครื่องหมายถูก
  4. เลือกไฟล์ .apk เพื่อทำการติดตั้งแอพฯ ได้ทันที
อย่างไรก็ตาม ถ้าต้องการความสะดวก ก็แนะนำให้ download ผ่าน Google Play โดยตรงจะง่ายกว่าครับ และแนะนำว่า หลังจากติดตั้ง App นั้นๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราควรยกเลิก Unknown sources เพื่อป้องกันการผิดพลาดในการติดตั้งโปรแกรมอันไม่พึงประสงค์

สรุปการติดตั้งแอพฯ บนแอนดรอยด์มี 2 ประเภท

  1. ติดตั้งผ่าน Google Play เว็บของ Google
  2. ติดตั้งโดยตรง โดยรันผ่านไฟล์ .apk

วิธีการตั้งล็อคโทรศัพท์ บนแอนดรอยด์ 2.3


ล็อคโทรศัพท์อย่างไร ให้ได้ผล

Android Security Lockคุณเคยไหม วางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะทำงาน และไปเข้าห้องน้ำ หรือไปดื่มกาแฟ ถ้าเคย คุณมีการล็อคโทรศัพท์ของคุณหรือเปล่า ถ้าไม่ได้ล็อค ใครก็ตามที่หยิบโทรศัพท์ของคุณ ก็สามารถเปิดดูข้อมูลต่างๆ ของคุณได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นรูปถ่าย เบอร์โทรศัพท์ ข้อความ SMS / Email แล้วคุณต้องการแบบนี้หรือไม่ ถ้าไม่ ให้อ่านบทความนี้ก่อน แล้วคุณทราบว่า เราสามารถป้องกันเหตุการนี้ได้ง่ายๆ เพียงทำตามขั้นตอนต่อไปนี้
ความลับของคุณก็จะเป็นความลับต่อไป

ขั้นตอนการล็อคโทรศัพท์บนสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์

Pattern Screen Lock
  1. แตะหัวข้อ Settings
  2. แตะหัวข้อ Location and security
  3. แตะหัวข้อ Set screen lock จะพบหัวข้อย่อยดังนี้
    • None หมายถึง ไม่ต้องการล็อคเครื่อง
    • Pattern หมายถึง ล็อคแบบลายเส้น
    • PIN หมายถึง ล็อคโดยใช้ตัวเลข
    • Password หมายถึง ใช้รหัสผ่าน (ตัวเลข ตัวอักษร)
  4. เลือกหัวข้อข้างต้น ว่าต้องการล็อคหน้าจอแบบไหน แนะนำให้ลองเลือก Pattern
  5. ลากเส้นตามที่ต้องการ (รหัสการล็อค)
  6. ลากเส้นซ้ำอีกครั้ง เพื่อยืนยัน
  7. แตะปุ่มถอยหลังได้เลย
  8. ทดสอบโดยการปิด และเปิดหน้าจอใหม่ จะพบหน้าต่างให้ลากเส้น (Pattern)
แค่นี้ ความลับของเราก็ยังเป็นความลับต่อไป อย่างไรก็ตาม  เทคนิคดังกล่าว ทดสอบจากโทรศัพท์สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ เวอร์ชั่น 2.3 น่ะครับ ส่วนแอนดรอยด์เวอร์ชั่น 4 จะมี Face Unlock ให้เลือกอีกด้วย

ล็อคแบบไหนปลอดภัยที่สุด

เราสามารถเลือกวิธีการล็อคได้หลากหลายดังกล่าวข้างต้น แต่โดยส่วนตัวแล้ว แนะนำว่า ถ้าข้อมูลของคุณต้องการความลับอย่างมาก แนะนำให้ใช้ Password จะดีกว่า และให้ใส่ทั้งตัวเลขและตัวอักษรประสมกัน และมีความยาวอย่างน้อย 8 ตัวอักษรขึ้นไป

อัพเกรดสมาร์ทโฟนทำได้หรือไม่


คำถามยอดฮิตที่ใครหลายๆ คนกำลังหาคำตอบ

Upgrade Android OSหลายๆ คนที่ใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนอย่างไอโฟน คงได้ยินบ่อยว่า มีเวอร์ชั่นใหม่ และสามารถทำการอัพเกรดได้ แต่ต้องตรวจสอบเวอร์ชั่นให้ดีก่อน  เพราะการอัพเกรดจากเวอร์ชั่น 4 ไป 5 นั่นต้องทำผ่านคอมพิวเตอร์ แต่ถ้าเวอร์ชั่น 5 แล้ว ต้องการอัพเกรดให้สูงขึ้น สามารถทำได้เลย ผ่านไวไฟ แต่บทความนี้จะมาแนะนำสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ว่าจะมีวิธีการอัพเกรดอย่างไร และทำได้จริงหรือไม่
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับอัพเกรดแอนดรอยด์

เรียนผู้ใช้งานโทรศัพท์แอนดรอยด์ทุกท่าน

ถ้าคุณกำลังต้องการอัพเกรดแอนดรอยด์ให้เป็นเวอร์ชั่นใหม่ (เพราะเข้าใจว่า เวอร์ชั่นใหม่ย่อมต้องมีอะไรดีๆ อย่างแน่นอน) คำตอบของคุณคือ ถูกต้องครับ เวอร์ชั่นใหม่ ย่อมมีอะไรใหม่ และดีๆ ตามมา แต่ขอบอกให้ทราบว่า การอัพเกรดนั้น จะต้องทำการตรวจสอบให้ดีก่อนว่า ฮาร์ดแวร์ของคุณลองรับหรือไม่
โทรศัพท์ Galaxy Nexus เป็นโทรศัพท์ที่รับรองโดย Google ว่า สามารถทำการอัพเกรดระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เป็นเวอร์ชั่นใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม แนะนำว่า ให้ตรวจสอบสเปคก่อนว่า รองรับได้จริงหรือไม่ เพราะในอนาคตอาจไม่รองรับก็เป็นได้

เรื่องต้องรู้ก่อนการอัพเกรด

การอัพเกรดระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ โดยปกติจะอัพเกรดในส่วนที่มีตัวเลขต่อท้าย เช่น 2.3.4 อัพเกรดเป็น 2.3.5 เป็นต้น กรณีนี้ น่าจะไม่มีปัญหา เพราะการอัพเกรดเวอร์ชั่นที่มีตัวเลขต่อท้าย จะเป็นการอัพเกรดในส่วนย่อยๆ หรือแก้ไขปัญหาของระบบ เท่านั้น แต่ถ้าจะอัพเกรด 2.3 ไปเป็น 4.0 ขอบอก ต้องตรวจสอบให้ละเอียดก่อนเสมอทุกครั้ง

แอนดรอยด์เวอร์ชั่นไหนอัพเกรดได้

Android Upgrading
  • แอนดรอยด์ 2 อัพเกรดเป็น 3 ไม่ได้ (เพราะ เวอร์ชั่น 3 ใช้สำหรับแท็บเล็ต เท่านั้น)
  • แอนดรอยด์ 3 อัพเกรดเป็น 4 ไม่ได้ (เพราะ เวอร์ชั่น 3 ใช้สำหรับแท็บเล็ต เท่านั้น)
  • แอนดรอยด์ 3 อัพเกรดเป็น 4 ทำได้ แต่ต้องตรวจสอบโทรศัพท์ของคุณก่อนว่า รองรับหรือไม่
อย่างไรก็ตาม อาจอัพเกรดที่ทำได้เลย และไม่ค่อยมีปัญหา นั่นคือ การอัพเกรดในส่วนย่อยของเวอร์ชั่นนั้น ดังตัวอย่างที่ได้อธิบายไปแล้วข้างต้น นั่นคือ อัพเกรด 2.3.4 เป็น 2.3.5 เป็นต้น

วิธีการอัพเกรดเวอร์ชั่นของแอนดรอยด์

การอัพเกรด แนะนำให้ทำผ่านหน้าเมนูบนโทรศัพท์แอนดรอยด์ หัวข้อ Software Update จะดีกว่าและน่าจะปลอดภัย แต่ถ้าต้องการอัพเกรดข้ามเวอร์ชั่น ต้องตรวจสอบรายละเอียดและศึกษาคู่มือก่อนเสมอ (มือใหม่ไม่แนะนำอย่างยิ่ง)

จัดการแอพฯ อย่างไรให้อยู่หมัด


บริหารจัดการโทรศัพท์สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์

Manage Application Androidบทความนี้จะมาแนะนำแบบเจาะลึก ในเรื่องการบริหารจัดการโทรศัพท์ด้วยตัวคุณเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแอพฯ ที่ติดตั้งอยู่ และการจัดการเรื่องพื้นที่ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานแอพฯ สาเหตุเป็นเพราะแอพฯ บางตัวมีการใช้พื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูลเพื่ออัพเดทหรือเพื่อแสดงผลให้รวดเร็ว  ซึ่งผมเห็นว่าเรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญมากที่ทุกๆ คนไม่ควรพลาด  เรามาเริ่มกันเลยดีกว่าน่ะครับ
เข้าถึงเมนูในการจัดการแอพฯ

วิธีการตรวจสอบแอพฯ ที่ติดตั้งอยู่

Manage applications Android
  1. แตะที่หัวข้อ Settings
  2. แตะที่ Applications
  3. แตะที่ Manage applications
  4. จะพบรายชื่อของ app ที่ติดตั้งอยู่
  5. ด้านบนที่มีเมนูย่อยๆ ประกอบด้วย
    • Download แสดงรายชื่อแอพฯ ที่มีดาวน์โหลดเพิ่มเติม
    • All แสดงรายชื่อแอพฯ ทั้งหมดในเครื่อง
    • On SD card แสดงรายชื่อแอพฯ เฉพาะรายชื่อแอพฯ ที่ติตดั้งบน SD card
    • Running แสดงรายชื่อแอพฯ พร้อมคำสั่งในการหยุดการทำงาน
  6. เลือกรายชื่อแอพฯ สักตัว
  7. จะพบรายละเอียดเกี่ยวกับแอพฯ เราสามารถจัดการแอพฯ ได้ดังนี้
    • Force stop สั่งหยุดการทำงาน
    • Uninstall สั่งถอดถอนโปรแกรมออก กรณีไม่ต้องการใช้แล้ว
    • Clear Data ลบขยะที่แอพฯ นั้นๆ ใช้ เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บข้อมูล
    • Move to phone ย้ายแอพฯ เข้าไปจัดเก็บบนเนื้อที่ของโทรศัพท์แทน (กรณี SD card เต็ม)
    • Permissions ในส่วนนี้สำคัญมาก เพราะจะเป็นส่วนที่แสดงว่าแอพฯ นี้มีการดูข้อมูลอะไรของเราบ้าง มีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตหรือไม่ และอื่นๆ อีกมากที่น่าสนใจ
  8. ทดสอบลองเลือก Force stop ดู จะพบว่า แอพฯ นั้นๆ ได้ถูกปิดไปแล้ว อย่างไรก็ตาม เราก็ยังคงสามารถเลือกแอพฯ นั้นๆ มาใช้งานใหม่ได้ตามปกติครับ ไม่ต้องเป็นห่วง
ทดสอบจริงจากโทรศัพท์สมาร์ทโฟน Samsung GT-S5660 แอนดรอยด์เวอร์ชั่น 2.3.4

ทิป เพื่อเติมการ Manage applications

  • กรณี Uninstall ช่วยเพิ่มพื้นที่ในกาจัดเก็บ ทำให้มีพื้นที่มากขึ้น ซึ่งบางขึ้นอาจประสบปัญหาพื้นที่ในการติดตั้งแอพฯ เต็ม
  • กรณี Clear data ช่วยเพิ่มพื้นที่ในการจัดเก็บ เช่นเดียวกัน
  • กรณี Force stop ช่วยให้การทำงานเร็วขึ้น เนื่องจากมีการปิดโปรแกรมที่ไม่จำเป็นออก สำหรับมือใหม่ แนะนำว่า ให้เลือกปิดเฉพาะแอพฯ ที่เราเปิด เท่านั้น อย่าปิดแอพฯ ที่เราไม่แน่ใจ เพราะอาจทำให้โทรศัพท์ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ถ้ามีปัญหา แนะนำให้ restart เครื่องใหม่
  • Move to Phone / Move to SD card เป็นหัวข้อที่ช่วยให้เราสามารถบริหารจัดการพื้นที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น เมื่อพื้นที่บน Phone เต็ม เราอาจย้ายแอพฯ บางตัวไปเก็บบน SD card แทน เพื่อให้การทำงานของโทรศัพท์ไม่มีปัญหา เป็นต้น
เห็นหรือยังครับว่า หัวข้อ Manage applications มีอะไรให้จัดการมากมาย ดังนั้น ถ้าคุณมีปัญหาเกี่ยวกับโทรศัพท์ ลองเข้าไปตรวจสอบที่หัวข้อนี้ก่อนน่ะครับ คุณอาจสามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเองก็เป็นได้

ทำความรู้จักระบบปฏิบัติการบนสมาร์ทโฟน


คุณรู้จักคำว่า สมาร์ทโฟน หรือไม่

OS Smartphoneโทรศัพท์สมาร์ทโฟนในปัจจุบัน สามารถแบ่งออกได้หลายค่าย แต่ที่นิยมเห็นจะเป็น ไอโฟน (iPhone) ระบบปฏิบัติการชื่อ ไอโอเอส (iOS) จากค่ายแอปเปิ้ล (Apple) และแอนดรอยด์ (Android) จากค่าย กูเกิ้ล (Google) ส่วนค่ายอื่นๆ ก็ถือว่ายังเป็นรองในเรื่องความนิยมของสองค่ายข้างต้น
แล้วคุณหล่ะใช้สมาร์ทโฟนจากค่ายไหน

ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์

แอนดรอยด์เป็นระบบปฏิบัติการที่มีผู้ใช้งานมากที่สุดในโลก  โดยเฉพาะ Samsung / HTC / LG เป็นต้น เนื่องจากระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ในปัจจุบัน (ปี พ.ศ. 2555) มีหลายเวอร์ชั่น ซึ่งเราสามารถแยกออกได้ประมาณ 3 เวอร์ชั่น นั่นคือ
  1. แอนดรอยด์ เวอร์ชั่น 2
  2. แอนดรอยด์ เวอร์ชั่น 3 สำหรับแท็บเล็ต โดยเฉพาะ
  3. แอนดรอยด์ เวอร์ชั่น 4
ส่วนวิธีการใช้งาน มีความแตกต่างกันบ้างโดยเฉพาะหน้าตา และในแต่ละค่ายโทรศัพท์ เช่น Samsung / HTC / LG เป็นต้น ก็มีการพัฒนาโปรแกรมเสริมในรูปแบบของตัวเอง จึงทำให้การใช้งานแอนดรอยด์ในเวอร์ชั่นเดียวกันแต่ต่างค่ายกันมีความแตกต่างกันบ้าง แต่โดยรวมๆ แล้วการใช้งานหลักๆ จะไม่แตกต่างกันเลย เมื่อเข้าใจดังนี้แล้ว เชื่อว่าจะทำให้เพื่อน สามารถเรียนรู้การใช้งานโทรศัทพ์สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ยี่ห้อไหนๆ ก็ได้ง่ายขึ้น และรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

วิธีตรวจสอบเวอร์ชั่นของโทรศัพท์แอนดรอยด์

ทดสอบจาก Samsung GT-S5660 (แอนดรอยด์ เวอร์ชั่น 2)
  1. แตะหัวข้อ Settings
  2. แตะหัวข้อ About Phone
  3. ดูหัวข้อ Android version
ทดสอบจาก Samsung GT-I9300T (แอนดรอยด์ เวอร์ชั่น 4)
  1. แตะหัวข้อ Settings
  2. แตะหัวข้อ About Device
  3. ดูหัวข้อ Android version
แล้วคุณหล่ะ ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอดย์เวอร์ชั่นไหน ขอย้ำ! สำหรับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เวอร์ชั่น 3 ใช้สำหรับอุปกรณ์แท็บเล็ตโดยเฉพาะครับ ไม่ได้ผลิตมาเพื่อใช้สำหรับโทรศัพท์มือถือน่ะครับ..

วิธีการดาวน์โหลดแอพฯ บนแอนดรอยด์


แอพฯ (app) ของฟรีบนโลกแอนดรอยด์

Google Play Android Appแอพฯ ก็คือโปรแกรมการใช้งาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของโทรศัพท์ ไม่ว่าจะเป็นแอพฯ ที่ช่วยในเรื่องการตกแต่งภาพ การถ่ายภาพ แอพฯ เกมส์ แอพฯ social network อย่าง Facebook / Twitter / Instagram เป็นต้น  ซึ่งเราสามารถดาวน์โหลดแอพฯ ผ่านทาง Google Play ได้โดยตรง และมีขั้นตนอที่ไม่ยุ่งยากอีกด้วย
แอพฯ มีทั้งแบบให้ฟรี และเสียเงิน

แอพฯ (app) ฟรี มีจริงหรือ

แอพฯ ที่ให้ดาวน์โหลดนั้น มีทั้งแบบฟรี ใช้งานได้จริง กับแบบที่ต้องเสียเงิน ซึ่งก็มีราคาไม่แพง บางแอพฯ มีราคาไม่กี่สิบบาท  แอพฯ ฟรีดีๆ มีมากมายให้เลือก แต่ก็ต้องระวัง แอพฯ บางแอพฯ อาจมีการแอบแฝงให้คลิกผิดๆ เพื่อเข้าไปหน้าเว็บแบบเสียเงิน และแอพฯ ฟรีก็มักมีโฆษณาที่อาจทำให้ใครหลายๆ คนรำคาญ

วิธีการดาวน์โหลดแอพฯ บนแอนดรอยด์

  1. แตะไอคอน Play Store
  2. จะพบหน้าต่าง Apps
  3. แนะนำให้แตะที่ไอคอนรูป แว่นขยาย
  4. พิมพ์ข้อความหรือชื่อโปรแกรมที่ต้องการ
  5. แตะไอคอนแว่นขยาย เพื่อค้นหา
  6. เลือกแอพฯ ที่ต้องการ ตัวอย่างเช่น เลือก แอพฯ ชื่อ LINE
  7. ถ้ายังไม่มีการติดตั้ง จะพบหัวข้อให้เลือก download
  8. แต่ถ้าดาวน์โหลด และมีในเครื่องแล้ว จะพบหัวข้อ Uninstall และ Open
  9. ถ้าเลือก download แล้ว ให้รอจนกระทั่ง ดาวน์โหลดเสร็จ
ทิปข้างต้น รองรับการใช้งานทุกเวอร์ชั่นของแอนดรอยด์

ทิปเพิ่มเติม การดาวน์โหลดแอพฯ

  • แนะนำให้เปิดใช้ Wi-Fi แทนการใช้ 3G
  • สามารถดาวน์โหลดได้มากกว่าหนึ่งแอพฯ ในเวลาเดียวกัน
  • แอพฯ ส่วนใหญ่ จะมีการอัพเกรดเวอร์ชั่นใหม่ๆ และแนะนำให้อัพเดททุกครั้งด้วย

ทำความรู้จัก App กับ Widgets


ของเล่นน่าใช้สำหรับผู้ใช้โทรศัพท์สมาร์โฟน

App vs Widgetsถ้าคุณเป็นผู้หนึ่งที่ใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟน  คุณอาจเคยเห็นหน้าจอบนโทรศัพท์ที่มีแสดง วันที่และเวลา หรือบางคนก็แสดงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งโทรศัพท์แต่ละเครื่องก็อาจมีความแตกต่างกันออกไป แต่คุณเคยตั้งข้อสังเกตุหรือไม่ว่า ทำไมโทรศัพท์แต่ละเครื่อง จึงมีหน้าจอที่แตกต่างกัน ทั้งๆ ที่เป็นยี่ห้อหรือแบรนด์เดียวกัน วันนี้จะมาไขข้อข้องใจให้ครับ สาเหตุก็เพราะเจ้า Widgets นั่นเอง
App และ Widgets ต่างกันอย่างไร

ความหมายของ App และ Widgets

  • App ย่อมาจากคำเต็มว่า Application หรือพูดง่ายๆ ก็คือ โปรแกรมนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นเกมส์ หรือโปรแกรมตกแต่งภาพ ก็เรียกว่า แอพฯ เช่นเดียวกัน  แอพฯ มักจะแสดงแบบเต็มหน้าจอเสมอ
  • Widgets หมายถึง โปรแกรมเช่นกัน แต่จะต่างกัน ตรงนี้ จะแสดงตลอดเวลา และมักจะแสดงไม่เต็มหน้าจอโทรศัพท์ ตัวอย่าง Widgets ที่เห็นบ่อยๆ ได้แก่ นาฬิกา หรือ สภาพภูมิอากาศ เป็นต้น

ตัวอย่างการเรียก Widgets มาใช้งาน

  1. แตะปุ่ม Menu
  2. แตะไอคอน Add (+)
  3. แตะเลือก Widgets
  4. จะพบหน้าจอแสดง Widgets ให้เลือก
  5. ลองเลือกสัก Widget เช่น นาฬิกา เป็นต้น
  6. จะพบ Widget แสดงที่หน้าจอนั้นๆ

วิธียกเลิก หรือเอา Widgets ออก

  1. ไปยังหน้าที่ Widgets แสดงอยู่
  2. แตะที่ Widgets นั่นๆ ค้างไว้สักครู่
  3. จะเห็นเมนู Remove แสดงให้เห็น
  4. ลาก Widgets นั้น ๆ มายังคำว่า Remove เพื่อลบออก
ทดสอบการโทรศัพท์สมาร์ทโฟน Samsung แอนดรอยด์ 2.3

ทิปเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Widgets

  • การลบ Widgets ออกจากหน้าจอ ไม่ได้หมายความว่า เป็นการถอดถอน Widgets ออกจากเครื่อง เป็นเพียงการเอา Widgets ออกจากหน้าจอเท่านั้น และเราก็สามารถนำ Widgets ที่ต้องการมาแสดงได้ตลอดเวลา
ส่วนวิธีการเรียกใช้ App นั้น ก็เพียงแตะที่ไอคอนของ App ที่ต้องการ และก็ขึ้นกับแอพฯ นั้นๆ ว่า ผู้สร้างมีวัตถุประสงค์ในการใช้งานแอพฯ นั้นๆ อย่างไร

วิธีสมัครการใช้งาน LINE บนสมาร์ทโฟน


LINE อีกหนึ่งแอพฯ ยอดนิยม

Installation LINEถ้าพูดการสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือ นอกเหนือจาก WhatApp แล้ว LINE ก็เป็นอีกหนึ่งแอพฯที่มีผู้นิยมใช้งานกันอย่างมากมาย  การใช้งานง่าย สะดวก สามารถส่งรูปภาพได้อย่างทันใจ โดยไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายอีกด้วย เรื่องนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ LINE เป็นที่นิยมกันใช้งานอย่างทั่วโลก  รองรับการใช้งานทั่ง iPhone และ Android
ถ้าต้องการติดตั้ง LINE ต้องทำอย่างไรบ้าง

ภาพรวมการติตดั้งแอพฯ LINE

LINE installation
  • ดาวน์โหลด และติดตั้ง LINE แอพฯ จาก Google Play หรือ App Store
  • สมัครใช้งาน LINE โดยทำการ register และใช้หมายเลขโทรศัพท์
  • เริ่มต้นเล่น LINE ได้เลย

วิธีการสมัครใช้งาน LINE

  1. หลังจากดาวน์โหลดและติดตั้งแอพฯ LINE แล้ว
  2. เปิดเข้า LINE
  3. จะพบหน้าต่าง Registration ให้สมัครใช้งาน  (ซึ่งเราจำเป็นจะต้อง register ให้เสร็จก่อน จึงจะสามารถใช้งานได้)
  4. เลือกประเทศ ซึ่งจะแสดงหน้าประเทศไทยให้แบบอัตโนมัติ
  5. ในช่องด้านล่างให้พิมพ์หมายเลขโทรศัพท์ของเรา
  6. จากนั้น ยืนยันโดยแตะที่ปุ่ม Agree with Terms and Verify
  7. จะพบหน้าต่าง ให้ใช้ข้อมูลหมายเลข Contacts list เพื่อค้นหาเพื่อนที่ใช้ LINE ด้วยกัน ข้อนี้ให้เลือก Use my Contacts list
  8. เลือก OK เพื่อยืนยัน
  9. จากนั้นรอให้ทาง LINE ส่งหมายเลขเพื่อยันยัน อีกครั้งทาง SMS โดยปกติจะเป็นหมายเลข 4 หลัก
  10. ถ้ามีการส่ง SMS เข้ามา ระบบจะใส่ตัวเลขให้อัตโนมัติ เราสามารถคลิก Next ต่อได้
  11. จากนั้นจะพบหน้าต่าง Registration ให้ตั้งชื่อของเรา (ใส่ชื่อของเรา อะไรก็ได้)
  12. ขั้นตอนต่อไป จะเข้าสู่ขั้นตอนขั้นตอนผู้ใช้ LINE โดยดูจาก Contact List ของเรา ขั้นตอนนี้ระบบจะทำการตรวจสอบอัตโนมัติ รอจนกระทั่งเสร็จ
  13. จะพบหน้าต่าง Register อีกครั้ง
  14. เลือก Register later เพื่อ Register ทีหลังได้ถ้าต้องการ
จากขั้นตอนข้างต้น ดูเหมือนว่าจะมีหลายขั้นตอน แต่ในความเป็นจริง ก็แค่ใส่หมายเลขโทรศัพท์ และให้ทางระบบตรวจสอบเพื่อนที่ใช้ LINE เหมือนกับเรา เพื่อแสดงให้เห็นบนหน้าจอ แค่นี้เราก็สามารถใช้งาน LINE แอพฯ ได้แล้ว  สำหรับบทความต่อไป จะแนะนำวิธีการใส่รูปให้กับ LINE ของเรา

กำหนดค่าเบื้องต้นให้ LINE


ติดตั้ง LINE แล้ว ขั้นตอนต่อไป ต้องทำอะไร

LINE app profile setupหลังจากที่เราทำการติดตั้่งแอพฯ LINE ไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในความเป็นจริงเราสามารถใช้งาน LINE ได้ทันที และเพื่อนๆ ของเราก็สามารถส่งข้อความ รูปภาพให้เราได้ทันที เช่นเดียวกัน แต่ถ้าจะให้ดีเราควรกำหนดค่าเบื้องต้น หรือข้อมูลส่วนตัวของเรา เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อัพเดท ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ หรืออัพเดทสถานะส่วนตัวของเรา ณ ขณะนั้น บทความนี้จะมาแนะนำให้เห็นแบบเป็นขั้นเป็นตอนเลยทีเดียว
อะไรบ้างที่ต้องปรับแต่งการก่อนเริ่มใช้ LINE

3 หัวข้อที่แนะนำให้ปรับแต่ง LINE ก่อนใช้จริง

LINE Profile Setup
PHOTO - รูปภาพแสดงตัวตน
บอกให้คนอื่นๆ หรือเพื่อนๆ ได้รู้จักตัวตนของเรามากขึ้น สามารถนำรูปภาพส่วนตัวขึ้นแสดง หรือจะนำภาพอื่นๆ มาประกอบก็ได้เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เพื่อนๆ ได้เห็นหน้าเห็นตา ก็อยากแนะนำให้ใช้รูปภาพของตัวเองจะดีกว่า
  1. เปิดเข้าแอพฯ LINE
  2. เลือก More
  3. แตะเลือก Settings
  4. แตะเลือก Profile
  5. แตะที่ไอคอนรูปภาพ
  6. จะพบเมนูให้เลือก 
    Take a Photo ถ่ายรูปใหม่
    Choose from Gallery เลือกจากภาพที่มีอยู่ใน Gallery
  7. เลือกภาพจากข้อ 6 จากนั้นปรับแต่งขนาดที่ต้องการ
What's Up - ทำอะไรอยู่เหรอ
บอกหน่อยได้ไหม ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ เพื่อบอกสถานะปัจจุบันของตัวเอง สามารถใส่ข้อความอะไรก็ได้ ไ่ม่ได้มีการบังคับแต่อย่างไร
  1. เปิดเข้าแอพฯ LINE
  2. เลือก More
  3. แตะเลือก Settings
  4. แตะเลือก Profile
  5. เลือกบรรทัดที่แสดงคำว่า What's Up
  6. พิมพ์ข้อความที่แสดงตัวตน หรือบอกว่า คุณกำลังทำอะไรอยู่ ณ ขณะนั้น
User ID - ชื่อที่ใช้อ้างอิงเปิดเข้าแอพฯ LINE
ชื่อนี้สำหรับบ่งบอกความเป็นตัวตนของตัวเอง เหมือนการตั้งชื่อให้กับตัวเอง และสามารถนำ User ID นี้ไปบอกต่อๆ ได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องอ้างอิงจากหมายเลขโทรศัพท์ แต่ประเด็นสำคัญทีต้องระวัง การตั้งชื่อ ตั้งแล้ว ตั้งเลย แก้ไขไม่ได้
  1. เลือก More
  2. แตะเลือก Settings
  3. แตะเลือก Profile
  4. เลือกบรรทัดที่แสดงคำว่า USER ID
  5. พิมพ์ชื่อหรือคำที่แสดงตัวตนของเรา สามารถใส่ได้ 20 ตัวอักษร และถ้ายืนยันแล้ว จะไม่สามารถเปลี่ยนชื่อได้
แค่นี้ เราก็จะมีบัญชีการใช้งาน LINE และเพื่อนๆ ก็สามารถเข้าถึงเราได้อย่างถูกต้อง ถูกเวลา และถูกคนแล้วครับ